กดตรง "ขา" จุดนี้แล้วเจ็บ อาจเป็นสัญญาณ "ตับ" ขอความช่วยเหลือ

กดตรง "ขา" จุดนี้แล้วเจ็บ อาจเป็นสัญญาณตับขอความช่วยเหลือ โรคตับมักไม่ได้ปวดบริเวณตับ
ลุงโจว วัย 57 ปี มักชอบสังสรรค์ดื่มเหล้ากับเพื่อนเป็นประจำ ช่วงเดือนที่ผ่านมา เขารู้สึกตึงและเมื่อยล้าตรงข้อพับหลังหัวเข่าตลอดเวลา พอนั่งยองๆ แล้วลุกขึ้น พอลองกดดูก็รู้สึกเจ็บแปลบ ทีแรกเขาคิดว่าคงเป็นเพราะเดินออกกำลังกายมากเกินไป จึงซื้อแผ่นแปะแก้ปวดและแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นทุกวัน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น
จนกระทั่งในการตรวจสุขภาพประจำปี ผลตรวจเลือดพบว่า ค่าตับ (เอนไซม์ Transaminase) สูงผิดปกติ คุณหมอจึงอธิบายว่า อาการปวดตึงข้อพับขาที่ดูเหมือนเรื่องเล็กนี้ แท้จริงแล้วอาจเป็น "สัญญาณเตือนระยะแรก" จากตับที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ปัญหาเรื่องข้อต่อหรือกระดูก
อาการเจ็บข้อพับขา เกี่ยวข้องกับตับอย่างไร?
-
มุมมองแพทย์แผนจีน: ข้อพับหลังหัวเข่าเป็นจุดรวมของเส้นลมปราณหลายสาย รวมถึง "เส้นลมปราณตับ" เมื่อตับทำงานบกพร่อง ลมปราณและเลือดจะติดขัด ส่งผลให้บริเวณทางผ่านอย่างข้อพับเข่าเกิดอาการตึง ปวดหน่วง และกดเจ็บ ยิ่งเป็นคนขี้หงุดหงิดหรือดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ลมปราณตับจะยิ่งอุดกั้น อาการกดเจ็บก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น
-
มุมมองแพทย์แผนปัจจุบัน: ตับทำหน้าที่กรองของเสียและผลิตโปรตีน อัลบูมิน (Albumin) เมื่อตับเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ การสร้างอัลบูมินจะลดลง ส่งผลให้น้ำและของเสียจากการเผาผลาญระบายออกได้ช้า และไปคั่งสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อหลวมๆ อย่างบริเวณข้อพับขา ทำให้เกิดอาการบวมน้ำเล็กๆ จนรู้สึกตึงและเจ็บเวลากด
ข้อสังเกต: อาการกดเจ็บข้อพับขาเป็นเพียงสัญญาณเตือนเบื้องต้น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นโรคตับเสมอไป เพราะอาจเกิดจากกล้ามเนื้อล้าหรือข้อต่อเสื่อมได้เช่นกัน แต่หากมีอาการร่างกายอื่นๆ ร่วมด้วยตามรายการด้านล่าง ควรรีบตรวจเช็กตับทันที
4 สัญญาณเตือนร่วม เมื่อตับเริ่มส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
-
เหนื่อยล้าผิดปกติ นอนเท่าไหร่ก็ไม่หาย: เพราะตับสังเคราะห์พลังงาน (ไกลโคเจน) ได้น้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกหมดแรง หนักตัวตลอดเวลา ต่างจากความเหนื่อยล้าทั่วไป
-
อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด: เมื่อตับผลิตน้ำดีได้น้อยลง ร่างกายจะย่อยไขมันได้ยาก ทานของมันนิดเดียวจะรู้สึกเลี่ยน แน่นท้อง และคลื่นไส้
-
ตาเหลือง ผิวหมองคล้ำ มีจุดแดงคล้ายใยแมงมุม: เกิดจากตับขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) และสลายฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินได้ไม่ดี ทำให้ตาขาวเริ่มเหลือง ผิวหน้าไม่สดใส และอาจมีจุดเส้นเลือดฝอยขึ้นตามหน้าอกหรือฝ่ามือ
-
ขาบวมช่วงบ่าย-เย็น: พอกดบริเวณหน้าแข้งหรือข้อเท้าแล้วจะเกิดรอยบุ๋ม โดยช่วงเช้าจะบวมน้อย แต่จะบวมชัดเจนขึ้นในช่วงเย็น
4 เคล็ดลับดูแลตับ ทำง่าย ได้ผลจริง
-
ปรับอาหารการกิน: ลดของทอด ของมัน น้ำตาลสูง และ งดแอลกอฮอล์ ให้ทานผักใบเขียวเข้ม (เช่น บรอกโคลี ผักโขม) วันละ 300–500 กรัม ควบคู่กับโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ไข่ไก่ หรือเนื้อปลา เพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับ
-
เข้านอนก่อน 5 ทุ่ม: กลางคืนคือช่วงเวลาทองในการฟื้นฟูเซลล์ตับ ควรนอนหลับให้สนิทอย่างน้อย 7 ชั่วโมง และงดเล่นมือถือก่อนนอน
-
นวดเบาๆ ที่ข้อพับเข่า: นั่งบนเตียงก่อนนอน ใช้ฝ่ามือนวดคลึงเบาๆ บริเวณข้อพับหลังเข่าข้างละ 3–5 นาทีเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต (เน้นผ่อนคลาย ห้ามกดกระแทกแรงจนบาดเจ็บ)
-
ตรวจสุขภาพประจำปี: ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test) และอัลตราซาวด์ตับปีละ 1 ครั้ง
ตับเป็นอวัยวะที่ไร้เส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด ยามที่ตับเริ่มมีปัญหาจึงมักไม่แสดงอาการรุนแรงให้เห็น การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนเล็กๆ ในร่างกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน คือวิธีบำรุงตับที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารเสริมราคาแพง

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
