พาราเซตามอล กับ ไอบูโพรเฟน ต่างกันอย่างไร? เลือกยาแก้ปวดให้เหมาะกับอาการ

พาราเซตามอล กับ ไอบูโพรเฟน ต่างกันอย่างไร? เลือกยาแก้ปวดให้เหมาะกับอาการ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

พาราเซตามอล กับ ไอบูโพรเฟน ยาแก้ปวดสามัญประจำบ้าน ต่างกันอย่างไร? เลือกยาให้เหมาะกับอาการ

เมื่อมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน หลายคนมักลังเลระหว่าง “พาราเซตามอล” กับ “ไอบูโพรเฟน” เพราะทั้งสองชนิดเป็นยาสามัญที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและลดไข้ได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ยาทั้งสองชนิดไม่ได้ทำงานเหมือนกันทั้งหมด พาราเซตามอลเหมาะกับอาการปวดและไข้ทั่วไป ส่วนไอบูโพรเฟนมีฤทธิ์ลดการอักเสบเพิ่มเติม จึงอาจเหมาะกับอาการปวดที่มีการอักเสบ บวม หรือระคายเคืองร่วมด้วย แต่ก็มีข้อควรระวังมากกว่า

พาราเซตามอล คืออะไร?

พาราเซตามอล หรือ Acetaminophen เป็นยาบรรเทาอาการปวดระดับเล็กน้อยถึงปานกลางและช่วยลดไข้ แต่แทบไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ จึงเหมาะกับอาการอย่างปวดศีรษะ ปวดเมื่อยจากไข้หวัด ปวดกล้ามเนื้อทั่วไป หรือมีไข้โดยไม่มีการอักเสบเด่นชัด

เมื่อใช้อย่างถูกต้อง พาราเซตามอลมักระคายเคืองกระเพาะอาหารน้อยกว่ายากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน จึงอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารบางราย

ข้อควรระวังสำคัญที่สุดคือ ห้ามรับประทานเกินขนาด เพราะอาจทำให้ตับเสียหายอย่างรุนแรงได้ อันตรายอาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจจากการใช้ยาหลายตัวพร้อมกัน เช่น ยาแก้หวัด ยาลดไข้ หรือยาแก้ปวดสูตรผสมที่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

วิธีใช้ยาพาราเซตามอลรูปแบบปกติทั่วไป (สำหรับผู้ที่มีภาวะตับและไตปกติ)

  • ขนาดยาทั่วไปสำหรับเด็กและผู้ใหญ่เป็น 10 - 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว (กิโลกรัม)

  • รับประทานยาห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

  • ใน 1 วัน ไม่ควรรับประทานเกิน 8 เม็ด (4,000 มิลลิกรัม) ขนาดยาที่แนะนำในผู้ใหญ่นี้ ใช้สำหรับรักษาอาการปวดเบื้องต้น

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่นที่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบเพราะอาจทําให้ได้รับยาเกินขนาด

  • ไม่รับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

  • ถ้ารับประทานยาแล้วไข้ไม่ลดภายใน 3 วัน หรืออาการปวดในเด็กไม่บรรเทาภายใน 5 วัน หรือในผู้ใหญ่ไม่บรรเทาภายใน 10 วัน ควรไปพบแพทย์เนื่องจากอาจเป็นอาการของโรคที่ร้ายแรงได้

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

ใครควรระวังการใช้พาราเซตามอล?

  • ผู้ที่มีโรคตับหรือเคยมีภาวะตับทำงานผิดปกติ

  • ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือในปริมาณมาก

  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย ขาดสารอาหาร หรือมีโรคเรื้อรังบางชนิด

  • ผู้ที่กำลังใช้ยาแก้หวัด ยาแก้ปวด หรือยาสูตรผสมหลายชนิด

  • ผู้ที่เคยแพ้พาราเซตามอล

ก่อนรับประทานควรตรวจหัวข้อ “ตัวยาสำคัญ” บนฉลากทุกครั้ง เพราะผลิตภัณฑ์คนละชื่อหรือคนละยี่ห้ออาจมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบเหมือนกัน การรับประทานซ้ำโดยไม่รู้ตัวอาจทำให้เกินขนาดและเป็นอันตรายต่อตับได้

ไอบูโพรเฟน คืออะไร?

ไอบูโพรเฟน เป็นยาในกลุ่ม NSAIDs มีคุณสมบัติช่วยลดปวด ลดไข้ และลดการอักเสบ จึงอาจเหมาะกับอาการปวดที่มีการบวม อักเสบ หรือกดเจ็บร่วมด้วย เช่น ปวดประจำเดือน ปวดฟันที่มีเหงือกบวม เคล็ดขัดยอก หรือปวดกล้ามเนื้อจากการบาดเจ็บ

ไอบูโพรเฟนอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าในอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบ แต่มีโอกาสระคายเคืองกระเพาะอาหารและเพิ่มความเสี่ยงต่อแผลหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะเมื่อใช้ขนาดสูง ใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

ยาชนิดนี้ยังอาจส่งผลต่อไต โดยเฉพาะผู้ที่ขาดน้ำ มีโรคไต หรือใช้ยาบางชนิดร่วมกัน ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต แผลในกระเพาะอาหาร ปัญหาการแข็งตัวของเลือด หรือเคยแพ้ยาในกลุ่ม NSAIDs ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ควรกินยาไอบูโพรเฟนปริมาณเท่าใด :

ปริมาณการใช้ยาไอบูโพรเฟนที่เหมาะสมและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ผลการรักษาสูงสุดและลดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด หลักการสำคัญคือ “ใช้ยาในขนาดต่ำที่สุดที่ยังคงให้ผลในการรักษา และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น”

  • สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป

    • เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดไข้ แนะนำให้รับประทานครั้งละ 200 – 400 มิลลิกรัม สามารถทานซ้ำได้ ทุก ๆ 4 – 6 ชั่วโมง ถ้ายังมีอาการ และควรรับประทานหลังอาหารทันที
    • ปริมาณยาสูงสุด ไม่ควรรับประทานเกิน 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน หากซื้อยารับประทานเอง แต่หากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ปริมาณสูงสุดอาจปรับได้ถึง 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับโรคและความรุนแรง
    • ข้อควรจำ ควรกินยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีเสมอเพื่อป้องกันการกัดกระเพาะ

  • สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

    • ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัว ปริมาณยาที่เหมาะสมสำหรับเด็กจะคิดตามน้ำหนักตัว โดยทั่วไปคือ 5 – 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก ๆ 6 – 8 ชั่วโมง ทานเท่าที่จำเป็น
    • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร การใช้ยาในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสมอเพื่อความปลอดภัยและควรใช้ยาในรูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนเพื่อให้ได้ปริมาณที่แม่นยำ

ใครควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนกินไอบูโพรเฟน?

  • ผู้ที่มีหรือเคยมีแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้

  • ผู้ที่มีเลือดออกในทางเดินอาหารหรือมีปัญหาการแข็งตัวของเลือด

  • ผู้ที่เป็นโรคไต โรคหัวใจ โรคตับ หรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

  • ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ เช่น อาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง

  • ผู้ที่เคยแพ้แอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยา NSAIDs ชนิดอื่น

  • ผู้ป่วยโรคหอบหืดบางราย โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการหอบหลังใช้ยา NSAIDs

  • ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาหลายชนิดเป็นประจำ

  • หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนตั้งครรภ์

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ เตือนให้หลีกเลี่ยงยากลุ่ม NSAIDs ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ขึ้นไป เว้นแต่แพทย์เป็นผู้พิจารณา เนื่องจากอาจส่งผลต่อไตของทารกและทำให้น้ำคร่ำลดลง โดยช่วงปลายการตั้งครรภ์มีความเสี่ยงเพิ่มเติม ผู้ตั้งครรภ์จึงไม่ควรใช้ไอบูโพรเฟนเอง

อาการแบบไหนควรเลือกยาตัวใด?

  • ปวดศีรษะธรรมดา : สามารถใช้ได้ทั้งสองชนิด หากไม่มีข้อห้าม แต่พาราเซตามอลมักเป็นตัวเลือกที่เรียบง่ายและมีผลต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่า หากปวดศีรษะรุนแรงอย่างฉับพลัน มีแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด สับสน ไข้สูง คอแข็ง หรือปวดหลังได้รับอุบัติเหตุ ควรพบแพทย์ทันทีแทนการซื้อยารับประทานเอง

  • มีไข้ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยจากไข้หวัด : พาราเซตามอลมักเป็นตัวเลือกแรก เพราะช่วยลดไข้และลดอาการปวดได้ โดยมีผลต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่าไอบูโพรเฟน อย่างไรก็ตาม ควรตรวจฉลากยาแก้หวัดหรือยาสูตรผสมทุกครั้ง เพื่อป้องกันการได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อน

  • ปวดประจำเดือน : ไอบูโพรเฟนอาจเหมาะกว่า เนื่องจากอาการปวดประจำเดือนเกี่ยวข้องกับสารที่กระตุ้นการบีบตัวและการอักเสบในมดลูก ยากลุ่ม NSAIDs จึงช่วยลดทั้งความปวดและกระบวนการอักเสบได้ แต่ผู้ที่มีแผลในกระเพาะ โรคไต หรือแพ้ยากลุ่มนี้ควรเลือกทางอื่นตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

  • ปวดฟันหรือเหงือกบวม : ไอบูโพรเฟนอาจช่วยได้ดีกว่าเมื่อมีการอักเสบหรือบวม ส่วนพาราเซตามอลสามารถช่วยลดความปวดได้ แต่ไม่ลดการอักเสบ อย่างไรก็ตาม ยาแก้ปวดเป็นเพียงการบรรเทาอาการชั่วคราว หากปวดฟันรุนแรง เหงือกบวม มีหนอง หรือมีไข้ ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาสาเหตุ

  • กล้ามเนื้ออักเสบ เคล็ดขัดยอก หรือบาดเจ็บจนบวม : ไอบูโพรเฟนอาจเหมาะกับอาการปวดที่มีบวมและอักเสบ แต่ควรใช้ในระยะสั้นและใช้ขนาดต่ำสุดที่ช่วยควบคุมอาการได้ หากลงน้ำหนักไม่ได้ ขยับอวัยวะไม่ได้ บวมผิดรูป หรือปวดมากขึ้น ควรเข้ารับการตรวจ

  • มีโรคกระเพาะหรือเคยเป็นแผลในกระเพาะอาหาร : พาราเซตามอลมักเหมาะกว่า เนื่องจากไอบูโพรเฟนอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและเพิ่มความเสี่ยงต่อแผลหรือเลือดออก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคตับหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้พาราเซตามอล

  • สงสัยไข้เลือดออก : ควรหลีกเลี่ยงไอบูโพรเฟน รวมถึงแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDs ชนิดอื่น เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออก องค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ แนะนำให้ใช้พาราเซตามอลสำหรับลดไข้และบรรเทาปวด พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอและเข้ารับการประเมินจากแพทย์ หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยมาก คลื่นไส้ อาเจียน มีผื่น เลือดออกผิดปกติ หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีไข้เลือดออกระบาด ไม่ควรซื้อไอบูโพรเฟนรับประทานเองจนกว่าจะตัดภาวะไข้เลือดออกได้ 

พาราเซตามอลกับไอบูโพรเฟนกินพร้อมกันได้ไหม?

ผู้ใหญ่บางรายสามารถใช้พาราเซตามอลร่วมกับไอบูโพรเฟนได้ เนื่องจากเป็นยาคนละกลุ่ม แต่ควรลองใช้ยาชนิดเดียวก่อน หากยาตัวเดียวควบคุมอาการได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ร่วมกัน การใช้หลายชนิดอาจทำให้จำเวลาและปริมาณยาผิดพลาดได้

ผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาอื่นอยู่ ตั้งครรภ์ หรือจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ไม่ควรใช้ไอบูโพรเฟนร่วมกับยา NSAIDs ตัวอื่น เช่น นาพรอกเซน ไดโคลฟีแนค หรือแอสไพรินสำหรับแก้ปวด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง

สำหรับเด็กและวัยรุ่น ต้องเลือกสูตรและปริมาณยาตามอายุ น้ำหนัก และความแรงของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรนำขนาดยาของผู้ใหญ่มาใช้โดยอัตโนมัติ และไม่ควรสลับยาสองชนิดเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

หลักใช้ยาแก้ปวดอย่างปลอดภัย

  • อ่านฉลากทุกครั้ง ตรวจตัวยาสำคัญ ความแรง วิธีใช้ และข้อห้ามของผลิตภัณฑ์นั้น
  • ใช้ขนาดต่ำสุดที่ได้ผลและใช้ให้น้อยวันที่สุด ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเพราะรู้สึกว่ายายังไม่ออกฤทธิ์
  • ไม่รับประทานยาซ้ำก่อนถึงเวลาที่กำหนด และไม่ใช้เกินปริมาณสูงสุดที่ระบุบนฉลาก
  • ไม่ใช้ยาของผู้ใหญ่กับเด็กโดยประมาณขนาดเอง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับช่วงวัยและน้ำหนัก
  • ไม่ใช้ยาเพื่อกลบอาการต่อเนื่อง หากปวดหรือมีไข้หลายวัน อาการแย่ลง หรือเกิดอาการใหม่ ควรพบแพทย์

เมื่อใดควรหยุดยาและไปพบแพทย์?

ควรหยุดยาและรับการรักษาหากมีอาการหายใจลำบาก หน้าหรือลำคอบวม มีผื่นรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ปวดท้องรุนแรง ปัสสาวะน้อยลง ตัวบวม หรือผิวและตาเหลือง เพราะอาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้ เลือดออกในทางเดินอาหาร ไตผิดปกติ หรือตับได้รับอันตราย

หากเผลอรับประทานพาราเซตามอลเกินขนาด ควรไปโรงพยาบาลหรือขอคำแนะนำทางการแพทย์ทันที แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีอาการ เนื่องจากความเสียหายต่อตับอาจเกิดขึ้นก่อนที่จะเริ่มรู้สึกผิดปกติ

สรุป พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน เลือกตัวไหนดี?

พาราเซตามอล เหมาะกับไข้และอาการปวดทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ต้องระวังการรับประทานเกินขนาดและการใช้ซ้ำกับยาสูตรผสม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ

ไอบูโพรเฟน เหมาะกับอาการปวดที่มีการอักเสบหรือบวม เช่น ปวดประจำเดือน ปวดฟัน หรือเคล็ดขัดยอก แต่ต้องระวังผลต่อกระเพาะอาหาร ไต และการเลือดออก รวมถึงไม่ควรใช้เมื่อสงสัยไข้เลือดออกหรือระหว่างตั้งครรภ์โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ยาแก้ปวดที่เหมาะสมจึงไม่ใช่ยาที่แรงกว่าเสมอไป แต่เป็นยาที่ตรงกับลักษณะอาการและปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้ หากไม่แน่ใจว่ามีข้อห้ามหรือไม่ ควรสอบถามเภสัชกรก่อนรับประทานยา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
NewsPulse
กำลังโหลดข้อมูล